wan-nee-pai-nai

2010/Apr/07

ในที่สุดก็ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือค่ะ ไปเอาเกือบวันสุดท้าย คนเยอะจนไม่สามารถเดินชิวๆค่อยๆเลือกค่อยๆดูทีละบูธได้ แต่ปีนี้เจอรถเข็นน้อยแฮะ จำได้ว่าปีแรกๆที่งานสัปดาห์หนังสือย้ายมาจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต เจอแต่คนเข็นรถเข็นใส่หนังสือเต็มไปหมด แต่ก็ค่อยๆน้อยลงๆทุกปี อาจเป็นเพราะคนมันเยอะขึ้นทุกปี เอารถเข็นมาแล้วเกะกะ แล้วก็มีบริการพี่ไปรฯส่งให้ถึงบ้านด้วย

ปีนี้จกหนังสือมาแค่ไม่กี่เล่ม (เพราะไม่มีตังค์แล้ว 555) อยากได้หนังสือสอนใช้กล้อง DSLR แต่ลังเลอยู่นานว่าจะซื้อดีมั้ยว้า แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราชอบซื้อมาตุน ซื้อมากองๆไว้ แล้วก็ไม่ได้อ่าน จำได้ว่าเคยซื้อหนังสือห้องนอนห้องนั่งเล่นแบบยกเซ็ตรวดเดียว 5 เล่ม ราคาเป็นพัน แล้วก็ไม่ได้เปิดอ่านเลย พอปีถัดมา หนังสือเซ็ตนี้มันก็ลดราคา จนถึงปีนี้ มันลดไป 50 % แล้ว เจ็บใจ ตอนนี้เลยตั้งใจว่า ถ้าเล่มไหนคิดว่ายังไม่ได้เปิดอ่านทันทีที่ซื้อ หรืออ่านในระยะเวลาอันใกล้ อย่าเพิ่งซื้อดีกว่า

โรคซื้อมาตุนนี่เป็นไม่หาย ที่บ้านมีหนังสือที่เราไม่เคยเปิดอ่านเลย เป็นหลักร้อยแล้ว แต่แหม บางทีเห็นแล้วมันจะไม่ซื้อก็ไม่ได้ ก็บางเล่มอยากได้ แต่ยังไม่มีเวลาอ่าน แต่ถ้าไม่ซื้อไว้ เดี๋ยวหมดแล้วเลิกพิมพ์แล้ว ก็หาซื้อไม่ได้อ่ะจิ ถึงจะยังไม่ได้อ่านก็ขอมีเก็บไว้ให้อุ่นใจ 55 หลายสัปดาห์ก่อน ขวัญเคยถามว่า พี่ผึ้งซื้อดอล แต่ไม่เห็นเล่นเท่าไหร่เลย นอนอยู่แต่ในกล่องตลอด อันนี้ก็กรณีเดียวกัน ถึงจะไม่ค่อยมีเวลาเล่น แต่ขอแค่มีเค้าอยู่ในห้อง ก็อุ่นใจ มีความสุขแล้ว  พวกโมเดล ตุ๊กตาเซนต์เซย่า หรือบาร์บี้อารากอร์นเลโกลัส และอื่นๆอีกมากมาย เราก็ซื้อมาเก็บ แต่ไม่เคยเอาออกจากกล่องมาเล่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว แบบไม่ต้องมีใครรู้ก็ได้ ว่าตรูมีอะไรมั่ง ขอแค่ได้มีเค้าอยู่ก็มีความสุข 555

งานสัปดาห์หนังสือคราวนี้ เราได้เล่มนี้มาค่ะ

ในนี้มีลงประวัติความเป็นมาของการ์ตูนไทย ตั้งแต่ยุคแรกๆสมัยการ์ตูนญี่ปุ่นยังไม่เข้ามาอิทธิพลในเมืองไทยนู่นเลย เพิ่งรู้ว่าแต่ก่อนถ้าจะพิมพ์การ์ตูนญีปุ่นซักเรื่อง เค้าต้องใช้กระดาษไขลอกลายจากต้นฉบับเอา (เพราะสมัยนู้นไม่มีเครื่องแสกนอ่ะนะ) แล้วก็พูดถึงการ์ตูนแต่ละยุคมาเรื่อยๆ แล้วก็มีรวบรวมหนังสือการ์ตูนของไทยแต่ละยุคเอาไว้ ทั้งขายหัวเราะ, มหาสนุก, ไทยคอมิค, A-comix, M comic, C kid, Lets ฯลฯ

อ่านเล่มนี้แล้วรำลึกความหลังมาก เพราะหนังสือทีเค้าพูดถึง เราเคยซื้อเก็บไว้ทั้งนั้น แต่เสียดายที่เพิ่งจะโละทิ้งชั่งขายไปไม่นานนี้เอง ทั้งไทยคอมมิค, A-comix, M comic เพราะบ้านไม่มีที่เก็บแล้ว

อ่านไปเรื่อยๆจนถึงบทนี้

เอ๊ะ ทำไมไอ้รูปในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆนั่น มันคุ้นๆ พอพลิกหน้าต่อไป

เฮ้ยยย นี่มันอาร๊ายยย ไหงมีการ์ตูนของตรูกะพี่สาวตรูลงอยู่ด้วย (เรื่องข้างบนของพี่สาว เรื่องข้างล่างของเราเองค่ะ) แล้วนี่มันงานสมัยไหน จำได้ว่านานมากกกก แต่ก่อนเราเคยวาดรูปอย่างงี้ด้วยนะ การ์ตูนตาหวาน แบบมีดวงดาวอยู่ในลูกตาครบทั้งจักรวาล 555 อ่านในประวัติที่ลงไว้ เป็นงานสมัย 17 ปีที่แล้ว โฮกกก นานจนตอนนี้พี่สาวตรูเลิกวาดการ์ตูนไปแล้ว

นอกจากงานของเราแล้ว ก็ยังมีงานของเพื่อนๆที่รู้จักมักคุ้นหลายคนเลย อย่างเช่นงานของเจน ของกลอย แต่น่าเสียดายที่คนเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นผู้ชาย ซึ่งเราคาดว่าเขาคงมีข้อมูลด้านการ์ตูนผู้หญิงน้อย ข้อมูลบางอย่างเลยมีผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปบ้าง งานของนักวาดบางคนที่เค้าเอามาลง ก็เป็นงานที่ไม่ถูกต้อง เช่นไม่ใช่งาน original ของตัวเอง แต่ลอกการ์ตูนญี่ปุ่นมา (ไม่ได้หมายถึงโดจินนะ)

อ่านแล้วก็เพลินดี รำลึกความหลังมากๆ 555 นอกจากเล่มนี้ เรายังได้หนังสือ cg painting มาอีกเล่ม ตอนนี้เรามีหนังสือ cg painting 7 เล่มแล้ว แต่ก็เหมือนเดิม ซื้อมาดองไว้เฉยๆ เพิ่งเปิดอ่านเล่มแรกไปได้แค่ 10 หน้าเอง

ดูหนังสือที่เราได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือแต่ละปี ไม่เคยซ้ำแนวกันเลย ปีที่เรารับจับเลี้ยงใบเตยมาเลี้ยง เราก็บ้าซื้อหนังสือแมวเต็มไปหมด (ปีนี้ก็เกือบจะเสร็จหนังสือแมวเล่มนึงของเนชั่น เล่นเอารูปแมวน่ารักโคดๆมาลงล่อใจ บร้าที่สุด ดีนะว่าตระหนักได้ว่า ที่บ้านไม่มีที่จะเก็บอะไรแล้ว) ปีที่อยากได้บ้าน ก็ซื้อหนังสือบ้าน สมัยเรียนจบใหม่ๆ ยังขยันเที่ยว ก็ซื้อหนังสือท่องเที่ยวเต็มไปหมด ปีนี้เราก็สอดส่ายสายตามองหาพวกหนังสือตุ๊กตา หนังสือสอนปั้น กับหนังสือกล้อง (แต่ก็ไม่ได้มา) อยากรู้จังว่าปีหน้าเราจะได้หนังสือแนวไหน 55

2009/Aug/23

วันนี้ไปออกบูทที่งาน VR festival มาค่ะ แต่ที่จะอัพบลอกวันนี้ไม่ใช่งาน VR festival เพราะหลังจากงาน VR festival เลิก ก็รีบบึ่งไปดูการแสดงไทซู เองเงกิ ของคณะฮานาฟุบุกิ ที่บินตรงมาจากญี่ปุ่น มาแสดงให้ชมกันฟรีๆที่สยามพารากอน ไทซู เองเงกิเป็นศิลปะละครเพลงชั้นสูง เป็นการแสดงของนักแสดงชายล้วน ที่รับบททั้งผู้หญิงและผู้ชาย

การแสดงสวยมากกกกกกกกกกกกกก ชุดอลัง ที่สำคัญนักแสดงหน้าตาดีโคดดดด แบบว่าเป็นหญิงก็สวย เป็นชายก็หล่อ แล้วท่ารำก็อ่อนช้อยงดงาม คุ้มค่าจริงๆที่ได้ดู

นักแสดงนำ มี 3 คน ได้ยินชื่อตอนนักแสดงแนะนำตัวเองว่าชื่อชินโนทสึเกะ กับยูเมโนทสึเกะ (ไม่แน่ใจว่าฟังผิดป่าว ถ้าผิดก็ขออภัยด้วยค่ะ)
เสียดายจำชื่ออีกคนไม่ได้ เพราะพูดเป็นคนแรกสุด ยังไม่ทันได้ตั้งใจฟัง

นี่คือคนแรก ที่ไม่รู้ว่าชื่ออะไร (ใครรู้ช่วยบอกที)

ตามมาด้วยชินโนทสึเกะ

และยูเมโนทสึเกะ คนนี้แต่งหญิงแล้วงามมากกกกกกกกก

การแสดงแบ่งเป็น 2 องค์ องค์แรก ซากุระ  เป็นเรื่องราวของหญิงสาว ที่พบรักกับชายหนุ่ม แต่ทั้งสองฐานะต่างกันมาก จึงถูกขัดขวาง แล้วก็ต้องพรากจากกันในที่สุด

ตอนแรกทั้ง 3 คน จะรับบทผู้หญิง แต่พอนักแสดงคนแรกเข้าหลังฉากไปได้ซักพัก ก็ออกมาในชุดผู้ชาย (พอเปลี่ยนเป็นผู้ชายแล้วหล่อโฮกกก)

องค์ที่สอง เป็นการแสดงชุด ซามูไร คราวนี้นักแสดงทั้ง 3 เปลี่ยนชุดเป็นผู้ชายทั้ง 3 คนเลย

คนแรก เป็นผู้ชายแล้วหล่อชะมัด

ชินโนทสึเกะ

ยูเมโนทสึเกะ ไม่รู้เพราะเข้าหลังฉากเป็นคนสุดท้าย เลยไม่มีเวลาลบเครื่องสำอางหรือเปล่า

เราไปดู 2 รอบ รอบ 5 โมงเย็น กับรอบ 1 ทุ่ม ซึ่งเป็นการแสดงรอบสุดท้าย ดีใจมากกกกที่ได้ดูรอบนี้ เพราะตอนท้ายหลังจากแสดงจบ นักแสดงออกมาพูดภาษาไทยง่ายๆกับคนดู เช่น ผมชื่อยูเมโนะทสึเกะ ดีใจที่ได้มาไทยครับ (รอบอื่นจะไม่มี) มีไหว้ขอบคุณคนดูด้วย น่ารักมากๆๆๆๆๆ ได้จับมือกับชินโนทสึเกะ และ ยูเมโนทสึเกะด้วย ผู้ชายอะไรมือนิ่มโคดดดด

โอววว อยากรู้ชื่อนักแสดงคนแรกชะมัด หล่ออ่ะ ชอบบบ การแสดงชุดนี้ ถ้าไปดูเองที่ญี่ปุ่น ต้องแพงมากแน่ๆ ขอบคุณสยามพารากอน และผู้สนับสนุนทุกราย ที่เอามาให้ดูกันฟรีๆถึงที่ ไม่ต้องบินไปถึงญี่ปุ่น ประทับใจการแสดงมากกกกกก ขอบคุณจริงๆเลยค่ะ